กรุณา Login เพื่อเข้าสู่ระบบ
   
Start new topic กระดานสนทนา > สะพายกล้องท่องเที่ยว      ヽ(*・ω・)ノ แนะนำ ! > KTC World Travel Review : Slow Life ใกล้กรุง @ แม่กลอง, ราชบุรี
หัวข้อ : KTC World Travel Review : Slow Life ใกล้กรุง @ แม่กลอง, ราชบุรี
 
ลุงเสื้อเขียว
Post :1623
Start :2007-12-18 19:27:24
เขียนเมื่อ : 2016-02-07 11:35:13 "QUOTE"

click picture for full size


หากใครต้องการจะหนีความวุ่นวายของสังคมเมือง แล้วอยากไปใช้ชีวิตแบบช้าๆ ไม่เร่งรีบ ผมมีสถานที่ที่อยากจะแนะนำ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพมากนัก ใช้เวลาเดินทางไม่เกิน 2 ชั่วโมง ถ้าพร้อมแล้ว ตามผมมาได้เลยครับ

*แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ 2016-02-08 09:20:10
คำตอบ :
ลุงเสื้อเขียว
Comment : 1
Post :1623
Start :2007-12-18 19:27:24
เขียนเมื่อ : 2016-02-07 11:47:48 "QUOTE"

ผมเดินทางตามทางหลวงหมายเลข 35 หรือถนนพระราม 2 ผ่านสี่แยกมหาชัย-นาเกลือ ประมาณหลัก กม.ที่ 63 แล้วชิดซ้ายใช้ทางคู่ขนานต่างระดับ จากนั้นข้ามสะพานเข้ามายังตัวเมืองสมุทรสงคราม ถือว่ามาไม่ยากเลยครับ

จุดหมายแรก ผมแวะไหว้พระเพื่อเอาฤกษ์เอาชัยกันก่อน ที่วัดบางกะพ้อม ซึ่งวัดบางกะพ้อมอยู่ห่างจากตัวเมืองสมุทรสงครามประมาณ 5 กม. ใช้เส้นทางที่จะไปยังตลาดอัมพวาครับ

วัดบางกะพ้อมสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา ราวปี พ.ศ.2321 สิ่งที่น่าสนใจในวัดเห็นจะเป็นวิหารเก่า ซึ่งตั้งอยู่ข้างๆ พระอุโบสถวิหารครับ

click picture for full size


วิหารเก่าแห่งนี้เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ที่ไม่มีช่อฟ้า ไม่มีใบระกาและหางหงส์ หน้าบันเป็นลายปูนปั้นแบบจีน ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมจีนตามแบบศิลปะพระราชนิยมในสมัย ร.3 มีช่องประตูทางเข้า 2 ด้าน มีช่องหน้าต่าง 2 ช่อง ด้านละ 1 ช่องครับ


click picture for full size

ประตูทางเข้าวิหารเป็นรูปทรงกลม มีรูปปั้นทหารยืนเฝ้าอยู่ข้างๆ ประตูครับ


click picture for full size


click picture for full size

ภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาท 4 รอยขนาดใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่กลางวิหารเลยครับ

click picture for full size

click picture for full size

ที่ผนังของวิหารยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปเก่าแก่หลายองค์ และสิ่งที่พิเศษที่ผมไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน เห็นจะเป็นจิตรกรรมฝาผนังที่เป็นแบบปูนปั้นนูนต่ำอยู่บนผนังทั้งสี่ด้านครับ

click picture for full size

ด้านที่ 1 กล่าวถึงพระพุทธบาททั้ง 5 แห่ง ที่ประดิษฐาน ณ สุวัณเณมาลิก, ภูเขาสุวรรณบรรพต, ภูเขาสุมนกูฏ, เมืองโยนกและรอยพระพุทธบาทที่ประดิษฐาน ณ แม่น้ำนัมมทานที

click picture for full size

ด้านที่ 2 เป็นภาพพุทธประวัติรวมๆ คือ ภาพตอนตรัสรู้ ภาพตอนได้อัครสาวกซ้ายขวา

ด้านที่ 3 เป็นภาพพระพุทธประวัติ วันที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์นิพพาน


click picture for full size

ด้านที่ 4 เป็นภาพที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วได้ 7 วัน ได้นำพระศพของพระพุทธเจ้า ขึ้นตั้งบำเพ็ญกุศล

นอกจากนี้ภายในวัดยังมีจุดที่น่าสนใจอื่นๆ อีกครับ


click picture for full size

วิหารหลวงพ่อดำ เป็นอาคารเรือนไม้ทรงไทยที่เปิดโล่งทั้ง 4 ด้าน เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์สีดำขนาดใหญ่ครับ


click picture for full size

วิหารพระนอน เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์ พระสังกัจจายน์ หลวงปู่ฤๅษีอุตตะโม ด้านหลังของวิหารพระนอน มีศาลาเก่าขนาดใหญ่ ในวันเสาร์ อาทิตย์ จะมีพ่อค้าแม่ขายมาขายสินค้ากันพอสมควร สินค้าก็จะเป็นผลผลิตของชาวบ้านในละแวกนี้ครับ


click picture for full size

จะเห็นได้ว่าอาคารบางแห่งมีสภาพชำรุดทรุดโทรม จนไม่สามารถใช้งานได้แล้ว มองแล้วก็นึกเสียดายที่ขาดการบูรณะซ่อมแซม

หากใครมาเที่ยวอัมพวา ผมไม่อยากจะให้พลาดเข้ามาเยี่ยมชมวัดบางกะพ้อมนะครับ วัดนี้ถือว่ามีเอกลักษณ์และมีความเก่าแก่ทรงคุณค่ามากๆ เลยทีเดียวครับ

*แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ 2016-02-07 12:29:23
ลุงเสื้อเขียว
Comment : 2
Post :1623
Start :2007-12-18 19:27:24
เขียนเมื่อ : 2016-02-07 11:54:51 "QUOTE"

เข้าวัดกันไปเรียบร้อยแล้ว คราวนี้ไปโบสถ์คริสต์กันบ้างดีกว่าครับ จุดหมายต่อไปของผมอยู่ที่อาสนวิหารแม่พระบังเกิด หรือจะเรียกง่ายๆ ว่า โบสถ์บางนกแขวกก็ไม่ผิดกติกาครับ

click picture for full size

click picture for full size


โบสถ์บางนกแขวกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2433 โดยบาทหลวงเปาโลซัลมอน มิชชันนารีชาวฝรั่งเศส ใช้เวลาสร้างถึง 6 ปี ตามสถาปัตยกรรมแบบโกธิคของฝรั่งเศส สร้างด้วยอิฐเผา ผนังฉาบด้วยปูนดำกับน้ำเชื่อมประสานจากอ้อยใสสีดำ ดูสวยงามมาก โบสถ์แห่งนี้อยู่ติดแม่น้ำแม่กลองเลยครับ

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size


click picture for full size


click picture for full size

ภายในโบสถ์กว้างขวางเลยทีเดียว ตามผนังโบสถ์ประดับด้วยภาพกระจกสีชนิด Stain Glass จากฝรั่งเศส มีรูปปั้น ธรรมาสน์เทศน์ อ่างล้างบาป ขาเทียนลักษณะต่างๆ และรูปแกะสลักบรรยายเกร็ดประวัติในพระคัมภีร์คริสต์ศาสนาดูสวยงามมาก เสียดายที่วันที่ผมเข้าไปชม ในโบสถ์ไม่ได้เปิดไฟ ถ้าหากเปิดไฟ ผมว่าจะเพิ่มความสวยงามขึ้นอีกเป็นทวีคูณครับ สำหรับการเยี่ยมชมในโบสถ์ ควรแต่งกายให้สุภาพและควรใช้ความสำรวมในการเข้าไปด้านใน โบสถ์แห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นโบสถ์ที่สวยงามและเก่าแก่ที่สุดของชาวคาธอลิกในประเทศไทยครับ

*แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ 2016-02-07 12:30:05
ลุงเสื้อเขียว
Comment : 3
Post :1623
Start :2007-12-18 19:27:24
เขียนเมื่อ : 2016-02-07 12:01:54 "QUOTE"

จากโบสถ์ เรากระโดดไปวัดกันอีกครั้ง จุดหมายต่อไปของผมคือวัดบางกุ้ง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโบสถ์บางนกแขวกมากนักครับ

วัดบางกุ้งอยู่ในเขตอำเภอบางคนที ในเขตพื้นที่ค่ายบางกุ้ง ที่นี่มีความมหัศจรรย์อยู่ที่โบสถ์ของวัดถูกปกคลุมด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ ทำให้โบสถ์แห่งนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน Unseen Thailand ครับ



click picture for full size

click picture for full size

โบสถ์ที่ว่านี้เป็นโบสถ์ขนาดเล็กที่ถูกปกคลุมไปด้วยรากไม้ใหญ่หลากหลายสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็น โพ ไทร ไกร และกร่าง ดูแล้วให้อารมณ์คล้ายๆ กับปราสาทตาพรมในประเทศกัมพูชาเลยครับ โบสถ์แห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีครับ


click picture for full size

click picture for full size

ภายในโบสถ์เป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อพุทธมณีนิล พระพุทธรูปปางมารวิชัยสมัยอยุธยาตอนปลาย เป็นที่เคารพบูชาของคนในละแวกนั้น นอกจากนี้ภายในโบสถ์ยังมีภาพจิตกรรมฝาผนังสมัยปลายกรุงศรีอยุธยาแสดงเรื่อง ราวเกี่ยวกับพุทธประวัติ เป็นภาพพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมและภาพพระพุทธเจ้านั่งอยู่ในซุ้มขนาบข้างด้วย อัครสาวกนั่งพนมมือครับ

ปัจจุบันผู้ดูแลได้ทำการล้อมเชือกไว้โดยรอบวิหาร และมีการติดป้ายห้ามนักท่องเที่ยวปีนเข้าไปถ่ายรูปบริเวณหน้าต่างของโบสถ์ ผมว่าการทำแบบนี้มันทำให้โบสถ์หมดเสน่ห์ไปเยอะเลยครับ ผู้ดูแลน่าจะหาวิธีที่ป้องกันนักท่องเที่ยวได้ดีกว่านี้ แต่ผมก็เข้าใจผู้ดูแลนะครับ ว่าต้องการให้โบราณสถานแห่งนี้อยู่คู่กับบางคนทีไปนานๆ นี่ถ้านักท่องเที่ยวไม่ขึ้นไปปีนป่ายบริเวณขอบหน้าต่างโบสถ์ ผู้ดูแลก็คงไม่ต้องหาวิธีป้องกันด้วยวิธีแบบนี้

*แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ 2016-02-07 12:30:45
ลุงเสื้อเขียว
Comment : 4
Post :1623
Start :2007-12-18 19:27:24
เขียนเมื่อ : 2016-02-07 12:09:41 "QUOTE"

จากวัดบางกุ้ง เราเดินทางต่อกันอีกนิดเพื่อมุ่งหน้าสู่ อ.วัดเพลง เขตจังหวัดราชบุรี เพื่อไปชมความงามของโบสถ์คริสต์อีก 1 แห่งที่วัดพระคริสตหฤทัย วัดเพลง ครับ

click picture for full size

click picture for full size


โบสถ์ทรงกะทัดรัด ขนาดไม่ใหญ่และไม่เล็กจนเกินไป สีม่วงอ่อน แต่งแต้มด้วยลวดลายปูนปั้นสีขาวอย่างอ่อนช้อย สะกดสายตาของผมให้เดินสำรวจไปรอบๆ ตัวโบสถ์อย่างไม่ละสายตา

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size


click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size



โบสถ์แห่งนี้ตกแต่งตามสถาปัตยกรรมตะวันตกแบบโกธิค ตามซุ้มประตูและหน้าต่างจะใช้กระจกสีตกแต่งอย่างวิจิตรงดงาม มีการวาดภาพฝาผนังด้านหลังพระแท่นสวยงามมากๆ ครับ ลักษณะโครงสร้างจะเป็นแบบผนังรับน้ำหนักถ่ายน้ำหนักลงสู่เสาเข็มไม้ ผนังก่ออิฐฉาบปูน

click picture for full size

ตรงประตูโบสถ์ มีป้ายบอกไว้ว่า ที่นี่ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่น ประเภท ปูชนียสถานและวัดวาอาราม ประจำปี 2549 จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ด้วยครับ


ผมว่าวัดพระคริสตหฤทัยสวยงามไม่แพ้โบสถ์วัดแม่พระปฏิสนธินิรมลที่จันทบุรีเลยครับ ถึงแม้โบสถ์แห่งนี้จะเป็นโบสถ์เล็กๆ แต่ก็โดดเด่นในเรื่องการใช้กระจกสีเข้ามาตกแต่งตามซุ้มประตูหน้าต่าง และเพิ่มความมีเสน่ห์ด้วยลวดลายบนผนังโบสถ์ด้านนอก ใครที่ผ่านมาทางอำเภอวัดเพลง ผมแนะนำว่า ไม่ควรพลาดโบสถ์คริสต์แห่งนี้นะครับ รับรองว่าถ้าได้เข้ามาเยี่ยมชมแล้ว จะต้องประทับใจอย่างแน่นอนครับ

*แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ 2016-02-07 12:32:30
ลุงเสื้อเขียว
Comment : 5
Post :1623
Start :2007-12-18 19:27:24
เขียนเมื่อ : 2016-02-07 12:28:43 "QUOTE"

จาก อ.วัดเพลง ผมมุ่งหน้าสู่อัมพวาอีกครั้ง เพื่อเตรียมเข้าพักผ่อนที่โรงแรมอัมพวาน่านอน แต่ก่อนถึงโรงแรม เลยขอแวะเที่ยวชมวัดอีกสักวัดก่อนครับ

click picture for full size

click picture for full size

วัดอัมพวันเจติยาราม สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 ปัจจุบันเป็นพระอารามหลวงชั้นโท พระอุโบสถรวมถึงถาวรวัตถุในวัดส่วนใหญ่เป็นศิลปะและสถาปัตยกรรมในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น นอกจากนี้ยังมีพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยประดิษฐานอยู่ด้วย วัดนี้อยู่ติดกับตลาดน้ำอัมพวาเลยครับ

เที่ยวกันมาทั้งวัน คงต้องเข้าที่พักเพื่อพักผ่อนกันแล้วครับ คืนนี้ผมเลือกเข้าพักที่โรงแรมอัมพวาน่านอน ซึ่งผมเองเคยมาใช้บริการที่นี่มาแล้วครั้งหนึ่ง ติดใจในบรรยากาศและทำเล จึงกลับมาใช้บริการที่นี่อีกครั้งครับ สำหรับการจองที่พักครั้งนี้ ผมจองออนไลน์ผ่าน KTC ซึ่งจะได้รับส่วนลดเพิ่มสูงสุดจากหน้าเวปถึง 7% แถมยังได้ Forever Rewards ให้สะสมแต้มได้อีกด้วยครับ

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

โรงแรมอัมพวาน่านอน อยู่ใกล้กับสะพานข้ามคลองอัมพวา ห่างกันประมาณ 100 เมตร ออกแบบในแนว Modern Tropical เปิดตัวได้ราว 3 ปีครับ ด้านหน้าโรงแรมมี 7-11 พร้อมพื้นที่จอดรถครับ

click picture for full size

click picture for full size

ชั้นล่างของโรงแรม จะเป็นพื้นที่เปิดโล่ง ทำให้อากาศถ่ายเทได้อย่างสะดวก การตกแต่งเน้นโทนสีน้ำตาล เดิมที่นี่เคยเป็นร้านกาแฟ แต่ปัจจุบันเติบโตมาเป็นโรงแรม บริเวณลอบบี้จะอยู่ส่วนกลางของโรงแรม เมื่อหันหน้าเข้าลอบบี้ ด้านขวามือจะเป็นพื้นที่สำหรับให้แขกได้มานั่งเล่นครับ

click picture for full size

ภายในพื้นที่รับแขก เน้นออกแบบด้วยการใส่สีสัน ทั้งเฟอร์นิเจอร์ หมอน รวมถึงกระเบื้องปูพื้น โดนใจผมจริงๆ บริเวณนี้สามารถปรับเปลี่ยนให้เป็นห้องประชุมเล็กๆ ได้ด้วย ครับ

click picture for full size

ส่วนด้านซ้ายมือเป็นห้องอาหารครับ

click picture for full size

มีพื้นที่ให้นั่งอ่านหนังสือด้วย ลิฟต์ที่นี่เป็นแบบสัมผัสครับ


click picture for full size

click picture for full size

ผมมาประทับใจแนวการออกแบบตั้งแต่ก่อนเดินเข้าห้องเลยครับ การออกแบบของหมายเลขห้องเป็นแบบอาศัยแสงไฟที่ส่องผ่านแผ่นพลาสติกใสที่เขียน หมายเลขห้อง แสงจะตกกระทบกับเพดานสีขาว มองเห็นหมายเลขห้องได้จากระยะไกล แสงไฟบริเวณโถงทางเดินออกแบบให้ไม่สว่างจ้าเหมือนโรงแรมอื่นๆ ให้อารมณ์อยากที่จะนอนตั้งแต่เปิดประตูห้องเลยครับ

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

มาดูห้องแบบ Deluxe กันก่อนดีกว่าครับ ภายในห้องค่อนข้างกว้างขวาง มีระเบียงให้ออกไปสูดอากาศนอกห้องได้ด้วย พื้นห้องเป็นปูนเปลือยขัดมัน ประตูห้องน้ำและอ่างล้างหน้าอยู่ติดกับเตียงนอน ภายในห้องยังมีเก้าอี้พร้อมโคมไฟสำหรับให้นั่งอ่านหนังสือ ทีวี ตู้เย็น ไดร์เป่าผม ตู้นิรภัย รวมทั้ง free wifi ครับ

มาดูห้องที่ผมเข้าพักกันบ้างดีกว่า ทริปนี้ผมไปกัน 4 คน เลยเลือกห้องพักแบบ Suite ซึ่งภายใน 1 ห้อง Suite จะมี 2 ห้องนอน 1 ห้องนั่งเล่น และในส่วนของห้องน้ำจะแยกส่วนเปียกกับส่วนแห้งแบบคนละห้องเลยครับ

click picture for full size

เมื่อเปิดประตูห้องเข้าไป ด้านซ้ายจะพบกับพื้นที่ห้องน้ำ ซึ่งจะมีในส่วนของอ่างล้างหน้าและห้องน้ำ ซึ่งห้องน้ำ 2 ห้อง จะแบ่งเป็นห้องสุขา และห้องอาบน้ำครับ

click picture for full size

click picture for full size

เดินผ่านห้องน้ำเข้าไป จะพบพื้นที่ห้องนั่งเล่น เป็นพื้นที่ให้สมาชิกได้มาทำกิจกรรมร่วมกัน ภายในห้อง Suite จะมีห้องนอน 2 ห้อง ซึ่งแต่ละห้องจะกั้นด้วยกระจกบานเลื่อน จึงทำให้ห้องดูโปร่งและกว้างครับ

click picture for full size

ภายในห้องนอน จะมีเพียงเตียงนอน โคมไฟ ตู้เสื้อผ้าและเครื่องปรับอากาศครับ

click picture for full size

click picture for full size

ห้องนอนอีกห้องก็เช่นกัน มีเพียงเตียงนอน โคมไฟ ตู้เสื้อผ้าและเครื่องปรับอากาศเท่านั้น

ดูห้องแต่ละประเภทกันครบแล้ว อีกจุดหนึ่งที่อยากพาขึ้นไปชม อยู่บนชั้น 5 ครับ

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

ชั้น 5 เป็นลานนั่งเล่นชั้นดาดฟ้า สามารถสั่งอาหารขึ้นมาทานได้ด้วย บนนี้สามารถมองเห็นอัมพวามุมสูงได้

*แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ 2016-02-07 12:35:37
ลุงเสื้อเขียว
Comment : 6
Post :1623
Start :2007-12-18 19:27:24
เขียนเมื่อ : 2016-02-07 12:41:42 "QUOTE"

หลังแดดร่มลมตก ผมก็ออกไปเดินสำรวจที่ตลาดน้ำอัมพวา วันที่ผมไปเป็นวันศุกร์ ช่วงเย็นวันศุกร์ร้านค้าจะเริ่มเปิดขายของกันบ้าง แต่ไม่คึกคักเท่าเย็นวันเสาร์และอาทิตย์ครับ

click picture for full size


ค่ำนี้ผมฝากท้องไว้กับร้านภวัตส้มตำไก่ย่าง ถึงชื่อร้านจะเป็นส้มตำไก่ย่าง แต่ก็มีเมนูอื่นๆ ที่ดูชื่อเมนูแล้วไม่น่าจะอยู่ในร้านส้มตำไก่ย่างได้เลยครับ

click picture for full size

ส้มตำซุปเปอร์ เป็นส้มตำข้าวโพด ใส่ไข่เค็ม ใส่กุ้งสด รสชาติของน้ำส้มตำจะมีรสมันจากไข่เค็ม และเพิ่มรสชาติด้วยวาซาบิ อร่อยเลยทีเดียว เมนูนี้ 140 บาทครับ

click picture for full size

กุ้งคำหวาน กุ้งลวกราดด้วยน้ำจิ้ม Seafood ผมว่ารสชาติกลางๆ หน้าตาไม่ค่อยน่าทานสักเท่าไร เพราะแตงกวามาเต็ม ขโมยซีนกุ้งไปหมดครับ เมนูนี้ 80 บาทครับ

click picture for full size

หอยเชลล์เนยกระเทียม เมนูนี้มาพร้อมกับเสียงฉ่าของกระทะร้อน ตามมาด้วยกลิ่นของเนยและกระเทียม อร่อยเชียว  เมนูนี้เลยต้องขอเบิ้ลครับ กับราคา 120 บาท

click picture for full size

หอยแมลงภู่อบโหระพา กลิ่นของใบโหระพาลอยมาเตะจมูก หอยแมลงภู่ตัวโตเต็มปากเต็มคำ เมนูนี้ 120 บาทครับ

click picture for full size

ใจจริงอยากสั่งไข่เจียวลาบปลาทู ซึ่งถือเป็นเมนูเด็ดของร้าน แต่เนื่องจากลาบปลาทูไม่มี ผมเลยได้ ไข่เจียวปูก้อน มาแทน เมนูนี้ 120 บาทครับ

click picture for full size

ต้มยำปลาทู รสชาติจัดจ้านตัดกับความหวานของเนื้อปลาทู ซดน้ำแล้วโล่งคอมากๆ อร่อยทีเดียวครับ

click picture for full size

หลังอาหารค่ำผมเลยเดินหาซื้อหาของฝากกลับบ้าน และผมก็ได้ข้าวเกรียบปลาทูกลับไปทานเล่นที่บ้าน สนนราคาถุงละ 20 บาท แต่ถ้าซื้อ 3 ถุง จ่ายเพียง 50 บาท เห็นจะเป็นราคาตายตัวที่ไม่ต้องมีการต่อรองราคาครับ รสชาติของข้าวเกรียบปลาทู ถือว่าดีทีเดียว เพราะเมื่อกัดข้าวเกรียบปุ๊บ จะรับรู้ถึงกลิ่นปลาทูได้จริงๆ 

click picture for full size

จากตลาดน้ำอัมพวา เดินประมาณ 5 นาทีก็ถึงโรงแรมแล้วครับ คืนนี้คงต้องพักผ่อนเอาแรงกันก่อน เพราะพรุ่งนี้ผมมีโปรแกรมไปที่ต่างๆ อีกเยอะเลยครับ

*แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ 2016-02-07 12:43:16
ลุงเสื้อเขียว
Comment : 7
Post :1623
Start :2007-12-18 19:27:24
เขียนเมื่อ : 2016-02-07 12:46:53 "QUOTE"
เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นตอน 06.00 น. ผมยังไม่อยากจะลุกจากที่นอนและหมอนนุ่มๆ เอาเสียเลย เลยแอบนอนต่ออีกสักนิด แต่ก็นึกขึ้นมาได้ว่า เราตั้งเวลานาฬิกาปลุกไว้เพื่อจะลุกไปใส่บาตรตอนเช้านี่นา เลยรีบล้างหน้าล้างตา แล้วรีบจ้ำเท้าไปที่ตลาดน้ำโดยทันทีครับ

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

บรรยากาศช่วงเช้าที่นี่เงียบสงบมากๆ มันช่างแตกต่างจากช่วงเวลาเดียวกันในชีวิตประจำวันของผมซะเหลือเกิน ผมไม่มีโอกาสได้เห็นการใช้ชีวิตช้าๆ แบบนี้มานานมากแล้ว พระออกบิณฑบาตกันแต่เช้า บางรูปพายเรือ บางรูปออกเดินบิณฑบาตไปตามทางเดินเล็กๆ ที่ขนานกับคลองอัมพวา บรรยากาศยามนี้มันช่างแตกต่างจากอัมพวาช่วงเย็นๆ ในวันที่ตลาดเปิดอย่างสิ้นเชิงครับ

*แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ 2016-02-07 12:47:46
ลุงเสื้อเขียว
Comment : 8
Post :1623
Start :2007-12-18 19:27:24
เขียนเมื่อ : 2016-02-07 12:52:05 "QUOTE"

หลังจากไปซึมซับบรรยากาศยามเช้ามาอย่างจุใจแล้ว คงต้องกลับไปยังโรงแรมเพื่อเตรียมเก็บข้าวของ และเตรียมทานอาหารเช้า เพื่อจะได้เดินทางกันต่อครับ

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

บริเวณห้องอาหาร จะเป็นพื้นที่แบบผนังเปิดโล่ง ให้แขกได้รับลมธรรมชาติแบบเต็มๆ

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

อาหารเช้ามีทั้งอาหารไทย ฮอทดอก แฮม ไข่ดาว สลัดผัก ผลไม้ รสชาติถือว่าโอเคครับ

ผมเองคงต้องทำเวลานิดหน่อยครับเพราะว่าผมมีโปรแกรมไปชมตลาดน้ำกันถึง 2 แห่ง เพราะถ้าหากมัวชักช้า ตลาดน้ำอาจวายได้ครับ

*แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ 2016-02-07 12:53:04
ลุงเสื้อเขียว
Comment : 9
Post :1623
Start :2007-12-18 19:27:24
เขียนเมื่อ : 2016-02-07 12:59:15 "QUOTE"

สำหรับตลาดน้ำแรกที่ผมตั้งโปรแกรมจะไปสัมผัสในวันนี้นั่นคือตลาดน้ำท่าคาครับ

ผมว่าตลาดน้ำท่าคายังคงความเป็นเอกลักษณ์ของคำว่าตลาดน้ำตามแบบวิถีชีวิตของชาวบ้านได้มากที่สุดเท่าที่ผมเคยได้สัมผัสมา ที่นี่ไม่ได้เน้นเอาใจนักท่องเที่ยวจนต้องปรับตัวให้ทันตามกระแสสังคมจนลืมความเป็นตัวเองไป แต่ที่นี่ยังคงรักษาความเป็นตัวของตัวเองได้ค่อนข้างเหนียวแน่น ผมมาที่นี่ครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อน และการมาครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ของผม บอกได้เลยว่าความรู้สึกที่มาในครั้งนี้กับครั้งแรก มันแทบไม่แตกต่างกันเลย   

click picture for full size


click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size




ภาพหญิงสูงวัยพายเรือออกมาขายพืชผักสวนครัว รวมถึงผลไม้ ถึงแม้ว่าเหล่าแม่ค้าสูงวัยจะไม่มีน้ำเสียงที่จะคอยตะโกนเรียกลูกค้าให้หันมาสนใจในสินค้าของตน แต่ด้วยสีหน้าและแววตาของเหล่าแม่ค้า มันทำให้ผมอดใจที่จะอุดหนุนสินค้าของแกไม่ได้ครับ

click picture for full size

นอกจากจะมีแม่ค้าพายเรือมาขายแล้ว บนฝั่งก็ยังมีสินค้าให้เลือกซื้อกลับไปฝากที่บ้านด้วยเหมือนกัน สินค้าส่วนใหญ่ของที่นี่จะเป็นประเภทของสด เช่น ผัก ผลไม้ และของว่างหลากหลายอย่างเลยครับ

เดิมตลาดน้ำท่าคาจะเปิดขายเฉพาะในวันขึ้นหรือแรม 2 ค่ำ, 7 ค่ำ และ 12 ค่ำ ในช่วงเช้า แต่ในปัจจุบันเปิดขายเพิ่มเติมในวัน เสาร์ อาทิตย์ด้วยครับ หากเพื่อนคนใดอยากจะสัมผัสกับความเป็นตลาดน้ำแบบดั้งเดิม แนะนำว่าไม่ควรพลาดแวะเวียนมาที่ตลาดแห่งนี้ครับ

*แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ 2016-02-07 13:02:30
ลุงเสื้อเขียว
Comment : 10
Post :1623
Start :2007-12-18 19:27:24
เขียนเมื่อ : 2016-02-07 13:08:30 "QUOTE"

ออกจากตลาดน้ำท่าคา ผมรีบมุ่งหน้าไปยังตลาดน้ำแห่งที่สอง ตลาดน้ำแห่งนี้มีชื่อเสียงมานานมากแล้ว นั่นก็คือ ตลาดน้ำดำเนินสะดวกครับ

click picture for full size

click picture for full size

ตลาดน้ำดำเนินสะดวกอยู่ในอำเภอดำเนินสะดวก เป็นตลาดเก่าแก่ซึ่งได้ขุดคลองดำเนินสะดวกขึ้นตามพระราชดำริของ ร.5 ด้วยทรงเห็นว่าการคมนาคมในพื้นที่ไม่มีถนนที่เชื่อมกับอำเภออื่นๆ โดยคลองนี้จะเชื่อมกับแม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำแม่กลอง ใช้เวลาขุดคลองประมาณ 2 ปีครับ

click picture for full size

click picture for full size


ผมรู้จักตลาดน้ำดำเนินสะดวกตั้งแต่สมัยผมเป็นเด็ก และคิดว่าที่นี่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นและต้นแบบของสถานที่ท่องเที่ยวที่เรียก ตัวเองว่า “ตลาดน้ำ” ครับ

ผมไม่ได้มาที่ตลาดน้ำแห่งนี้นานมากแล้ว ภาพครั้งล่าสุดที่ผมจำได้คือ เรือพายลำน้อยใหญ่ ที่มีทั้งเรือของพ่อค้า แม่ค้า รวมถึงเรือของนักท่องเที่ยว มีการซื้อขายกันในคลองดำเนินสะดวก การจราจรภายในคลองตอนนั้นถือว่ายังคล่องตัวอยู่บ้าง จากนั้นคนขับเรือจะพาผมล่องไปตามคลองสายเล็กๆ เพื่อไปชมวิถีชีวิตของชาวบ้านละแวกนั้น ไปดูการขึ้นต้นมะพร้าว การทำน้ำตาลมะพร้าวครับ

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size




ปัจจุบันสภาพการจรจรในคลองดำเนินสะดวกถือว่าติดขัดเอามากๆ เนื่องมาจากปริมาณของนักท่องเที่ยวที่มีมากขึ้นทุก วัน สำหรับสินค้าที่พ่อค้าแม่ค้านำมาขาย ก็จะมีขายทั้งในเรือและบนฝั่ง มีตั้งแต่ของที่ระลึกจนถึงของทานจริงทานเล่นเลย มีทั้งข้าวหมูแดง หมูกรอบ ก๊วยจั๊บ ก๋วยเตี๋ยว ข้าวแห้ง ปลาหมึกย่าง กุ้งเผา ขนมจีบ ข้าวเม่าทอด ผลไม้นานาชนิดครับ

ตลาดน้ำแห่งนี้เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลาประมาณ 06.00 น. เรื่อยไปจนถึงเวลาประมาณ 11.00 น. ครับ


ผมได้มีโอกาสคุยกับแม่ค้าที่เดินขายของที่ระลึก ก็เลยถามว่านักท่องเที่ยวเยอะแบบนี้ทุกวันหรือไม่ แม่ค้าบอกว่านักท่องเที่ยวมีทุกวัน แต่จะเยอะในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ และถ้าหากผมชอบเดินชมบรรยากาศตลาดน้ำเดิมๆ แบบนักท่องเที่ยวไม่พลุกพล่าน ให้เดินไปจนสุดตลาดน้ำเดินสะดวก จะมองเห็นสะพานข้ามไปยังตลาดน้ำเหล่าตั๊กลัก ได้ยินดังนั้นแล้ว ผมเลยเดินข้ามฝั่งไปยังตลาดน้ำเหล่าตั๊กลักครับ

*แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ 2016-02-07 13:10:47
ลุงเสื้อเขียว
Comment : 11
Post :1623
Start :2007-12-18 19:27:24
เขียนเมื่อ : 2016-02-07 13:15:28 "QUOTE"

บรรยากาศของตลาดน้ำเหล่าตั๊กลักแตกต่างกับบรรยากาศของตลาดน้ำดำเนินสะดวก อย่างสิ้นเชิงครับ ไม่น่าเชื่อเลยว่าเพียงข้ามคลองมา บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความพลุกพล่านวุ่นวาย กลับกลายเป็นความเงียบสงบ

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

การค้าขายที่ตลาดน้ำเหล่าตั๊กลักจะเป็นการค้าขายบนบกซะมากกว่า ร้านรวงเปิดเพียงไม่กี่ร้าน เท่าที่ผมเดินสำรวจจะมีร้านขายอาหาร เช่น ผัดไท ขนมเบื้องญวน ก๋วยเตี๋ยว ร้ายขายของที่ระลึกครับ

click picture for full size

click picture for full size

ผมมาฝากท้องที่ตลาดน้ำเหล่าตั๊กลัก ได้ก๋วยเตี๋ยวต้มยำไข่ เย็นตาโฟ รสชาติดีแบบไม่ต้องปรุงเลย นอกจากนี้ยังมีก๋วยเตี๋ยวต้มส้มด้วย แต่ผมไม่ได้ชิมครับ สำหรับตลาดเหล่าตั๊กลัก เปิดตลาดเฉพาะช่วงเช้าวันเสาร์และวันอาทิตย์ครับ

*แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ 2016-02-07 13:16:20
ลุงเสื้อเขียว
Comment : 12
Post :1623
Start :2007-12-18 19:27:24
เขียนเมื่อ : 2016-02-07 13:24:57 "QUOTE"

ไปเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวแนววิถีชีวิตกันมาเยอะแล้ว ขอเบรกอารมณ์ไปสัมผัสกับสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติกันบ้างครับ และจุดหมายที่ผมจะไปนั่นก็คือ ถ้ำเขาบิน ครับ

ถ้ำเขาบินเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ภายในถ้ำเต็มไปด้วยหินงอกหินย้อย ถ้ำแห่งนี้อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 20 กิโลเมตร มีป้ายบอกทางค่อนข้างชัดเจนเลยครับ

จากลานจอดรถ เราต้องเดินเท้าต่อกันสักประมาณ 200 เมตรก็จะถึงปากถ้ำ บริเวณปากถ้ำจะมีจุดชำระค่าเข้าชม เสียค่าเข้าชมคนละ 20 บาทครับ ที่นี่จะมีไกด์พื้นที่ไว้คอยบริการด้วยครับ

ระหว่างที่ผมกำลังเดินเข้าไปในถ้ำ มองเห็นนักท่องเที่ยวเดินสวนออกมาจากปากถ้ำ แต่ละคนเหงื่อไหลไคลย้อยกันเป็นแถว เพียงแค่ยืนอยู่บริเวณปากถ้ำ ผมก็รับรู้ถึงความร้อนที่อยู่ภายในถ้ำแล้วครับ

ภายในถ้ำเขาบินประกอบด้วย 8 ห้องใหญ่ๆ แต่ละห้องก็จะมีชื่อเรียกขานตามลักษณะของหินงอกหินย้อยที่เกิดขึ้นครับ

click picture for full size


ห้องนี้เป็นห้องแรก ชื่อโถงอาคันตุกะ เป็นเหมือนห้องรับแขกที่ใช้ต้อนรับแขกผู้มาเยือนด้วยหินงอกหินย้อยที่เกิด ใหม่ ว่ากันว่าผู้ใดที่เข้ามาในห้องนี้นับว่าเป็นผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ และเป็นผู้มีเพื่อนฝูงมากมาย ถ้าเดินผ่านห้องนี้ไปเรื่องเศร้าโศกก็จะหายไปด้วย ตามข้อมูลบอกว่าที่ผนังถ้ำมีรูปใบหน้าของชายชราด้วย แต่ผมพยายามมองหาก็ไม่เจอครับ

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

สภาพทางเดินในถ้ำถือว่าไม่ลำบาก แต่ต้องระวังความลื่นจากน้ำที่หยดลงมาจากผนังถ้ำกันสักเล็กน้อย ความสว่างในตัวถ้ำถือว่าไม่มืดมาก สามารถชมหินงอกหินย้อยได้ตลอดเส้นทางครับ

click picture for full size

ห้องที่ 2 ชื่อศิวะสถาน ตามข้อมูลบอกว่าผู้ที่ได้เข้ามาสัมผัสกับเสาหินที่เปรียบเสมือนเสาหลักเมือง อันศักดิ์สิทธิ์ประจำถ้ำ ผู้นั้นจะได้รับความสุขสมหวัง คิดการใดจะสำเร็จสมอารมณ์หมาย อาการเจ็บไข้จะหายไปในทันใด โชคลาภที่คอยมานานก็จะได้รับในทันที จุดนี้ผมไม่เห็นด้วยกับคำโฆษณาชวนเชื่อให้นักท่องเที่ยวมาสัมผัสหินเลยครับ โดยปกติการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เราไม่ควรใช้มือสัมผัสกับสิ่งที่ธรรมชาติสร้างด้วยซ้ำ ยิ่งเป็นหินงอกหินย้อยภายในถ้ำด้วยแล้ว ไม่ควรจะใช้มือสัมผัสอย่างยิ่ง อาจจะทำให้หินก้อนนั้นเป็นรอยดำ หรือที่แย่ไปกว่านั้น หินงอกหินย้อยอาจตายได้ (เมื่อหินโดนมือสัมผัส หินก้อนนั้นอาจจะหยุดการงอกหรือย้อยได้)

click picture for full size

ห้องที่ 3 ชื่อ ธารอโนดาต หินย้อยภายในถ้ำมีลักษณะคล้ายธารน้ำตกหินปูนที่หลั่งไหลมาสู่ผู้มาเยือน ที่ผนังถ้ำจะมีฟองหิน มีสวนหินย้อยคล้ายปะการังใต้ทะเล

click picture for full size


ห้องที่ 4 ชื่อ สกุณชาติคูหา ที่ผนังถ้ำจะมีลักษณะคล้ายนกกางปีก ซึ่งเป็นที่มาของชื่อถ้ำ เชื่อกันว่าผู้ที่ได้พบเห็นจะเป็นผู้ที่มีสายตาที่กว้างไกลดุจดังพญา อินทรีย์ครับ

click picture for full size

click picture for full size

ห้องที่ 5 ชื่อ เทวสภาสโมสรสถาน ภายในห้องนี้มีเสาหินขนาดใหญ่หลายร้อยต้น ด้านหลังของเสาหินมีหินที่มีลักษณะเป็นธารน้ำตกเกิดใหม่ เชื่อว่าที่นี่เป็นสถานที่ชุมนุมของเหล่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สิงสถิตในถ้ำ ผู้ที่เข้ามาถึงที่ห้องนี้ ภายภาคหน้าจะมีความเจริญ ไม่มีทุกข์ จะมีสมองที่สดใสครับ

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size


ห้องที่ 6 ชื่อ กินนรทัศนา หรือ กินนรีทัศนา ผนังของห้องนี้จะเป็นสีขาว เชื่อกันว่าผู้ที่พบเห็นจะมีอายุยืนยาวและได้รับการยกย่องเชิดชู ในห้องนี้ยังมีหินรูปเต่า และบ่อน้ำแร่ศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่เคยแห้ง ใช้เป็นน้ำสาบานและน้ำมนต์ของพระชื่อดังครับ

click picture for full size

click picture for full size

ห้องที่ 7 ชื่อ พฤกษาหิมพานต์ ผู้ค้นพบจินตนาการหินงอก ที่ราบเรียบประดุจค้างคาวกางปีก ผมพยายามมองก็ไม่เห็นว่าจะมีส่วนไหนที่มีลักษณะคล้ายค้างคาวเลยครับ ส่วนอีกด้านหนึ่งของห้องนี้จะเป็นสวนหิน มีต้นไม้เป็นรูปหินย้อยและเสาหินมากมาย เชื่อกันว่าผู้ที่เดินทางมาถึงห้องนี้จะมีบ้านเรือนที่สุขสดชื่นระรื่นใจ เป็นที่รักและพึ่งพาของลูกหลานครับ

click picture for full size

มาปิดท้ายที่ห้องที่ 8 ชื่อ อุทยานทวยเทพ เชื่อว่าเป็นสถานที่พบปะสังสรรค์ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของถ้ำ นักท่องเที่ยวนิยมมากราบไหว้ เพราะเชื่อว่าจะมีความโชคดีเป็นศรีสุข หมดทุกข์หมดโศกหมดโรคหมดภัยครับ

สำหรับการเดินภายในถ้ำแนะนำให้เดินไปตามเส้นทางที่กำหนดไว้ อย่าเดินออกนอกเส้นทางนะครับ เพราะจะพาลให้หลงได้ อากาศภายในถ้ำร้อนอบอ้าวเป็นอย่างมาก ไม่ต่างอะไรกับห้องอบซาวน่าเลย เสื้อผมชุ่มไปด้วยเหงื่อ เมื่อเดินออกมาถึงปากถ้ำต้องขอหยุดพักสูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอดซะก่อน ไม่งั้นมีหวังเป็นลมแน่ครับ

ผมว่าหินงอกหินย้อยภายในถ้ำก็สวยใช้ได้เลยครับ แต่เสียที่การประดับไฟบางจุดยังไม่ประณีตเท่าที่ควร คือมีการเอาไฟมาตั้งโด่เด่เลย ดูขัดตาเป็นอย่างมาก ถ้าหากหลบมุม เอาหลอดไฟซ่อนไฟไว้ตามซอกหิน จะทำให้ถ้ำน่าสนใจมากยิ่งขึ้นครับ

ก่อนเดินทางไปยังจุดหมายต่อไปผมคงต้องเปลี่ยนเสื้อ เพราะเสื้อที่ใส่อยู่ ณ ตอนนั้นเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ หากใส่เสื้อเปียกแบบนี้ขึ้นรถ เบาะรถก็คงจะชุ่มเหงื่อด้วยเช่นกัน

*แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ 2016-02-07 13:27:08
ลุงเสื้อเขียว
Comment : 13
Post :1623
Start :2007-12-18 19:27:24
เขียนเมื่อ : 2016-02-07 13:36:02 "QUOTE"

ผมใช้เส้นทางมุ่งหน้ากลับมายังตัวเมืองราชบุรีและแวะชมอุทยานหินเขางูก่อนเข้าตัวเมืองครับ

click picture for full size

click picture for full size

เดิมอุทยานหินเขางูเป็นแหล่งระเบิดหินและย่อยหินที่สำคัญของไทยตั้งแต่สมัย รัตนโกสินทร์ ต่อมาภาครัฐและประชาชนได้เห็นถึงความเสื่อมโทรมของสภาพภูมิประเทศ จึงมีการยกเลิกสัมปทานการระเบิดและย่อยหินลง จนกลายเป็นเหมืองร้าง มีสภาพทรุดโทรม ภายหลังจังหวัดราชบุรีจึงมาพัฒนาเขางูให้เป็นสวนสาธารณะและสถานที่ท่อง เที่ยวครับ

จากที่ผมได้ขับรถตะเวนรอบๆ เขางู เห็นเลยว่าที่นี่ไม่ค่อยเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว จึงปล่อยให้รกไปด้วยวัชพืชมากมาย ที่นี่ยังมีฝูงลิงเป็นจำนวนมาก ใครที่ผ่านมาผ่านไปแถวนั้นสามารถเอาอาหารไปให้ลิงได้นะครับ

ในปี 2558 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้เปิดเคมเปญ  12 เมืองต้องห้าม...พลาด ซึ่ง “ชุมชนคนอาร์ต”..ราชบุรี ก็เป็น 1 ใน 12 เมืองนั้น และสถานที่ต่อไปที่ผมจะพาไปชมความอาร์ตนั่นก็คือ โรงงานเซรามิค เถ้าฮ่งไถ่ ครับ

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

โรงงานแห่งนี้เปิดกิจการมาเกือบ 80 ปีแล้ว ผลิตงานเครื่องปั้นดินเผาอย่างโอ่งมังกรและผลิตภัณฑ์เซรามิคมากมาย ปัจจุบันมีการปรับรูปแบบให้ดูร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น มีการใส่สีสันให้ดูโดดเด่น เตะตา สินค้าที่ผลิตออกมามีตั้งแต่กระถาง แจกัน โอ่ง ชุดเก้าอี้ โต๊ะ ตุ๊กตาประดับสวนครับ

บริเวณด้านหน้าเป็นลานสนามหญ้า มีร้านกาแฟที่ตกแต่งด้วยกระเบื้องสีฉูดฉาดรอต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือน ใครร้อน ก็เข้าไปพักตากแอร์ในร้านกาแฟ ส่วนใครที่ชอบถ่ายรูป ที่นี่ก็มีมุมให้โพสท่าเก๋ๆ ถ่ายภาพอวดเพื่อนๆ หลายจุดเลยทีเดียวครับ

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

ถัดจากสนามหญ้าเข้าไปจะเป็นโรงงานผลิตเซรามิค นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปชมกระบวนการผลิตด้านในได้ สำหรับด้านหน้าโรงงานจะมีผลิตภัณฑ์ที่แล้วเสร็จรอการจำหน่าย ใครถูกใจชิ้นไหนสามารถเลือกชอปปิ้งไปไว้ที่บ้านได้ครับ สนนราคาเริ่มตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักหมื่นกันเลยทีเดียว

*แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ 2016-02-07 13:37:11
ลุงเสื้อเขียว
Comment : 14
Post :1623
Start :2007-12-18 19:27:24
เขียนเมื่อ : 2016-02-07 13:43:47 "QUOTE"

และที่เที่ยวอาร์ตสุดท้ายของวันนี้อยู่ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติราชบุรีครับ

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

อาคารพิพิธภัณฑ์แห่งนี้สร้างขึ้นในสมัย ร.6 เดิมเคยใช้เป็นศาลากลางจังหวัดมาก่อน ต่อมาได้เปลี่ยนมาเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในปี 2526 ด้านในจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับราชบุรีในด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศิลปะพื้นบ้าน แต่เนื่องจากผมมีเวลาค่อนข้างจำกัด เลยไม่ได้เข้าไปชมด้านใน ได้แต่เก็บบรรยากาศภายนอกเท่านั้นครับ

ไปกันต่อที่หอศิลป์ Tao Hong Tai : d Kunst ครับ คำว่า Kunst  เป็นภาษาเยอรมัน แปลว่าศิลปะ หอศิลป์แห่งนี้อยู่ติดกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเลยครับ

click picture for full size

เดิมที่นี่เป็นบ้านไทยทรงมะนิลา สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยปลาย ร.5 ถือว่าเป็นบ้านเก่าแก่ของราชบุรีครับ ปัจจุบันทางเถ้าฮงไถ่ได้เข้ามาบูรณะเพื่อทำเป็นหอศิลปร่วมสมัยและได้อุทิศ ให้เป็นสถานที่ทางการศึกษาและความรู้ทางศิลปะแก่ชุมชน ภายในหอศิลป์แห่งนี้แบ่งเป็น 3 ชั้นครับ

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

บันไดที่อยู่ด้านนอกจะพาเราขึ้นมาที่ชั้น 2 ภายในมีมุมให้นั่งพักผ่อน นั่งอ่านหนังสือ หรือนั่งพูดคุยได้ตามอัธยาศัย โดยจะมีร้านกาแฟเล็กๆ ไว้ให้บริการด้วย

click picture for full size

ด้านข้างก็ยังมีอีก 1 ห้อง ให้นั่งพักผ่อนได้ตามอัธยาศัยครับ

ชั้นบนจะเป็นแกลอรี่แสดงผลงานศิลปะร่วมสมัยของศิลปิน ที่จะสลับสับเปลี่ยนมาจัดแสดงให้ชมกันเรื่อยๆ

click picture for full size

click picture for full size

สำหรับชั้นล่างสุดจัดทำเป็นห้องสมุดครับ



*แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ 2016-02-07 13:45:33
ลุงเสื้อเขียว
Comment : 15
Post :1623
Start :2007-12-18 19:27:24
เขียนเมื่อ : 2016-02-07 14:16:26 "QUOTE"

วันนี้เที่ยวกันจนหมดแรงครับ ผมมาหมดแรงตั้งแต่ออกจากถ้ำเขาบินแล้ว ตอนนี้ขอเข้าที่พักก่อนดีกว่า ผมเลือก SPACE59 เป็นที่พักสำหรับคืนนี้ สำหรับการจองที่พัก ผมยังคงจองออนไลน์ผ่าน KTC อีกเช่นเดิม เมื่อลดราคาแล้ว ค่าห้องอยู่ที่ประมาณ 750 บาทต่อห้องครับ

click picture for full size

โรงแรมค่อนข้างใหม่เลยทีเดียว ด้านหน้ามีพื้นที่โล่งสำหรับจอดรถได้ประมาณ 20 คัน หากมีแขกเข้าพักเยอะ สามารถมาจอดที่ด้านนอกของโรงแรมได้อีกไม่เกิน 10 คันครับ

click picture for full size

click picture for full size

รูปแบบการตกแต่งโรงแรม ออกแนวอาร์ทครับ โดนใจผมซะจริงๆ

click picture for full size

click picture for full size


บริเวณ Lobby มีพื้นที่ให้แขกได้นั่งพักผ่อนระหว่างรอ Check in/Check out รวมถึงนั่งจิบกาแฟด้วยครับ

click picture for full size

ติดกับ Lobby จะเป็นประตูเพื่อไปยังลิฟต์และบันได มีหมีน้อยตัวใหญ่ยืนรอต้อนรับอยู่ที่ประตูครับ


click picture for full size

ลิฟต์จะอยู่ฝั่งตรงข้ามของมุมกาแฟ สำหรับใครที่อยากออกกำลังสามารถเดินขึ้นบันไดพร้อมกับชมพื้นที่ของแต่ละชั้น ซึ่งมีการออกแบบที่ไม่เหมือนกันด้วยครับ

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

ผมพักที่ชั้น 6 ซึ่งเป็นชั้นบนสุดครับ

click picture for full size

click picture for full size

เมื่อขึ้นมาถึงชั้น 6 มีพื้นที่สำหรับให้นั่งเล่นด้วยครับ

มาดูในส่วนของห้องพักกันบ้างครับ ห้องพักที่นี่จะมี 2 type คือ Superior และ Duplex รวมแล้ว 59 ห้องครับ

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size


ผมเลือกพักแบบ Superior ห้องดูเรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยความเก๋ครับ อุปกรณ์อำนวยความสะดวกในห้องจะมีทีวี ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ โทรศัพท์ ในห้องไม่มีตู้เสื้อผ้าแต่จะมีพื้นที่สำหรับให้แขวนเสื้อผ้า รวมถึงโต๊ะสำหรับให้นั่งเขียนหนังสือ หรือนั่งเล่น Notebook ได้ Free Wifi ที่นี่สัญญาณค่อนข้างแรงเลยทีเดียวครับ

click picture for full size

สำหรับห้องน้ำจะอยู่ด้านในสุดของห้องพัก แยกส่วนเปียกส่วนแห้งด้วยบานกระจก มีฝักบัว 2 แบบ และมีสายฉีดชำระให้พร้อมครับ

จากในห้องสามารถเดินออกไปสูดอากาศรวมถึงชมวิวที่ระเบียงหลังห้องได้ด้วยครับ

ทางโรงแรมได้จัดเตรียมหมอนแบบแน่น (Firm pillow) ไดร์เป่าผม ปลั๊กพ่วง ที่ชาร์ตแบบไอโฟน รวมถึงจักรยาน ไว้คอยบริการที่ส่วนกลางด้วย หากลูกค้ามีความประสงค์ที่จะใช้สามารถติดต่อที่ Lobby ได้เลยครับ ให้บริการแบบใครยืมก่อนได้ก่อนครับ (First come , First serve)

click picture for full size

click picture for full size

ผมไปถึงช่วงที่พระอาทิตย์กำลังตก ฟ้ากำลังเปลี่ยนสี เลยขอปักหลักเก็บภาพแสงสุดท้ายที่ระเบียงหลังห้องพักซะเลยครับ

click picture for full size

ขอเก็บบรรยากาศยามเย็นที่หน้าโรงแรมอีกครั้งก่อนออกไปทานมื้อค่ำครับ

*แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ 2016-02-07 14:18:40
ลุงเสื้อเขียว
Comment : 16
Post :1623
Start :2007-12-18 19:27:24
เขียนเมื่อ : 2016-02-07 14:21:15 "QUOTE"

หลังพักผ่อนจนหายเหนื่อยแล้ว ผมเลยออกไปหาอาหารค่ำทานกันที่ตลาดสนามหญ้า บริเวณหอนาฬิการิมน้ำแม่กลองครับ

click picture for full size

ร้านค้าภายในตลาดสนามหญ้ามีเยอะมากๆ ครับ

click picture for full size

click picture for full size

บริเวณริมน้ำแม่กลองติดกับตลาดสนามหญ้า เมื่อเดินลงบันไดมา จะมีหมอนวดบริการนวดคอ นวดเท้า เต็มไปหมดเลย สนนราคาค่านวด 120 บาทต่อชั่วโมงครับ

click picture for full size

อีกหนึ่งมุมอาร์ทที่อยู่ริมแม่น้ำแม่กลองครับ

หลังจากอิ่มหนำกันแล้ว ขอกลับไปพักผ่อนเอาแรงเพื่อลุยต่อในวันต่อไปครับ

*แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ 2016-02-07 14:21:59
ลุงเสื้อเขียว
Comment : 17
Post :1623
Start :2007-12-18 19:27:24
เขียนเมื่อ : 2016-02-07 14:51:30 "QUOTE"

เช้าวันใหม่ หลังจากทานอาหารว่างเป็นขนมปัง โอวันตินของทางโรงแรมแล้ว ก็เตรียมเดินทางกันต่อครับ

click picture for full size

click picture for full size


มุมกาแฟจะอยู่บริเวณหน้าลิฟต์ หลังจากชงเรียบร้อยแล้ว ต้องนำออกมาทานบริเวณหน้า Lobby ครับ

หลังมื้อเช้า ผมมุ่งหน้าสู่ อ.โพธาราม เพื่อจะไปชมการแสดงเชิดหนังใหญ่ที่วัดขนอน ซึ่งจะเริ่มแสดงในเวลา 11.00 น.ครับ

click picture for full size

จุดสำคัญในวัดขนอน มี 3 จุด จุดแรกคือวิหารครับ อยู่บริเวณด้านหน้าของวัด

click picture for full size

จุดที่สองคือโรงมหรสพหนังใหญ่วัดขนอน ซึ่งในวันเสาร์จะมีการแสดงเชิดหนังใหญ่ในเวลา 10.00 น. และวันอาทิตย์แสดงเวลา 11.00 น. จัดแสดงวันละ 1 รอบเท่านั้นครับ

หนังใหญ่ถือเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมไทย ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นการแสดงชั้นสูง เป็นการแสดงที่รวมศิลปะที่ทรงคุณค่าหลายแขนง ได้แก่ด้านศิลปะการออกแบบลวดลายไทยเชิงจิตกรรมที่มีความวิจิตรบรรจง ผสมกับฝีมือช่างแกะสลักที่ประณีต เมื่อแสดงก็จะมีการนำศิลปะทางนาฏศิลป์การละครที่เคลื่อนไหวอย่างได้อารมณ์ ตามเนื้อเรื่อง ประกอบกับบทพากย์ บทเจรจา บทขับร้อง ดนตรีปี่พาทย์ ทำให้เกิดเรื่องราวและอรรถรสในการชม


click picture for full size

click picture for full size

ก่อนการแสดงผมได้ยินเสียงพิธีไหว้ครูอยู่ด้านหลังจอหนัง จากนั้นวงดนตรีปี่พาทย์จะบรรเลงเพลงโหมโรงขณะทำพิธี เรียกพิธีเบิกหน้าพระ จากนั้นจะมีพิธีกรออกมาเล่าเรื่องราวประวัติความเป็นมาของหนังใหญ่ครับ

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size


click picture for full size

สำหรับการแสดงในวันนั้น แสดงเรื่องรามเกียรติ์ เสียงดนตรีที่เร้าใจ เพลงเชิดและบทเจรจาที่ฟังแล้วเพลิดเพลิน รวมถึงท่าเชิดที่อ่อนช้อย โดยเฉพาะท่าขึ้นลอย ทำให้เวลา 45 นาทีผ่านไปอย่างรวดเร็ว การแสดงหนังใหญ่นั้นชมฟรี ไม่มีการเรียกร้องค่าโชว์แต่อย่างใด แต่ที่ด้านหลังของโรงมหรสพจะมีตู้สำหรับบริจาคช่วยฟื้นฟูการแสดงหนังใหญ่ ผมว่าถ้าหากได้ไปนั่งชมแล้ว ผมว่าเงิน 100 บาท ไม่มากเลยสำหรับการมานั่งชมอะไรดีๆ ที่หาดูได้ยากแบบนี้ครับ

click picture for full size

และจุดสำคัญจุดสุดท้ายของวัดขนอนที่พลาดไม่ได้คือพิพิธภัณฑ์หนังใหญ่ ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของโรงมหรสพครับ

click picture for full size

รูปหล่อของท่านพระครูศรัทธาสุนทร (หลวงปู่กล่อม) ผู้ที่ริเริ่มในการแกะสลักตัวหนังครับ

click picture for full size

มีของเก่าจัดแสดงไว้มากมาย

click picture for full size

click picture for full size

สมุดข่อย ทำจากเปลือกของต้นข่อย นำมาทำเป็นแผ่นกระดาษ ใช้ตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ลักษณะเป็นแผ่นยาวแผ่นเดียวพับกลับไปกลับมาเป็นชั้นให้เป็นเล่ม ชั้นหนึ่งเรียกว่า “เผนิก” (ผะ- เหนิก) ใน 1 เล่มมีประมาณ 20-40 เผนิก ครับ


click picture for full size


ภาพพระบฎ คำว่า บฏ มาจากภาษาบาลีว่า ปฏ (ปะ-ฏะ) หมายถึงแผ่นผ้า ภาพพระบฏจึงมีความหมายว่ารูปของพระพุทธเจ้าหรือเรื่องของพระพุทธเจ้าที่ เขียนบนผืนผ้าด้วยสีฝุ่นครับ



เสาหงส์ ถือเป็นเอกลักษณ์ของวัดมอญ ที่วัดมอญต้องมีเสาหงส์เพราะคนมอญเชื่อว่าหงส์นั้นเกี่ยวข้องกับตำนานการ เกิดเมืองหงสาวดี อันเป็นเมืองหลวงที่เจริญรุ่งเรืองยิ่งของอาณาจักรมอญก่อนจะสิ้นแผ่นดินให้ แก่พม่าในปี พ.ศ.2300 ครับ

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

เรือนหลังนี้เป็นที่จัดแสดงของตัวหนัง ที่ทยอยเริ่มสร้างขึ้นในสมัย ร.5 โดยหลวงปู่กล่อม โดยท่านได้ชักชวนช่างร่วมกันสร้าง ชุดแรกที่สร้างคือ ชุดหนุมานถวายแหวน ต่อมาได้สร้างเพิ่มอีกรวม 9 ชุด ปัจจุบันมีตัวหนังทั้งหมด 313 ตัว

ตัวหนังใหญ่ส่วนมากทำจากหนังโค นำมาฉลุเป็นภาพตามตัวละครในเนื้อเรื่อง ตัวหนังที่มีความสำคัญคือ หนังเจ้าหรือหนังครู จะเป็นตัวหนังที่ใช้ในการไหว้ครู มี 3 ตัวคือพระฤาษี พระอิศวร และพระนารายณ์ การทำหนังเจ้าจะใช้หนังโคที่ตายท้องกลม หรือถูกเสือกัดตาย หรือถูกฟ้าผ่าตาย แต่ถ้าหากหาไม่ได้ก็จะใช้หนังเสือหรือหนังหมีแทน โดยผู้สร้างจะต้องนุ่งขาวห่มขาว ถือศีลแปด เขียนและลงสีให้เสร็จภายในวันเดียว  สำหรับหนังอื่นๆ จะใช้หนังโคครับ

ตัวหนังแต่ละตัวที่นำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์จะนำมานาบกับตู้ไฟ ทำให้ตัวหนังมีสีสันสดใส ตอนที่เดินดูตัวหนังในพิพิธภัณฑ์ผมยังแอบนึกสงสัยอยู่ในใจว่า ตัวหนังแต่ละตัวมีอายุมายาวนานมาก แต่ทำไมที่นำมาโชว์เหมือนหนังที่ทำขึ้นใหม่เลย แล้วก็มีน้องๆ ที่ทำหน้าที่เป็นไกด์มาเฉลยคำตอบให้ผมครับ น้องปิดไฟที่อยู่ด้านหลังของตัวหนัง ทำให้ผมมองเห็นถึงความเก่าของตัวหนังอย่างชัดเจน 

click picture for full size

ตัวหนังนารายณ์ทรงสุบรรณ ซึ่งเป็นร่างอวตารของพระรามตัวนี้ ใช้หนังวัวถึง 4 ตัว มีความสูง 3.15 เมตร ใช้เวลาทำเพียง 2 วัน ถือเป็นตัวหนังที่ใหญ่ที่สุดในโลกครับ


สมเด็จพระเทพฯ ทรงเห็นคุณค่าการแสดงหนังใหญ่ ทรงมีพระราชดำริให้ทางวัดช่วยอนุรักษ์หนังใหญ่ทั้ง 313 ตัว และจัดทำหนังใหญ่ชุดใหม่ขึ้นแสดงแทน โดยมหาวิทยาลัยศิลปากรเป็นผู้รับผิดชอบทำหนังใหญ่ทั้งหมด และได้นำขึ้นถวายสมเด็จพระเทพฯ  และท่านก็ทรงพระราชทานให้ทางวัดขนอนนำมาใช้ ในการแสดงต่อไป ลองสังเกตหนังตัวนี้ดีๆ นะครับ มีลายพระหัตถ์ของท่านด้วยครับ

click picture for full size

ลานระเบียงที่ยื่นออกมาจากส่วนของพิพิธภัณฑ์ มีต้นจัน-อินแผ่กิ่งก้านสาขา ให้ความร่มรื่นเป็นอย่างมากครับ ผมไม่แน่ใจว่าลานตรงนี้คือที่ใช้ฝึกเชิดหนังใหญ่ด้วยหรือเปล่า เพราะเท่าที่เคยดูผ่านตาทางรายการทีวี จะใช้จุดนี้เป็นจุดสอนเชิดหนังใหญ่ครับ

คณะกรรมการจากยูเนสโกประกาศให้ “การสืบทอดและฟื้นฟูหนังใหญ่วัดขนอน” ได้รับรางวัลจากยูเนสโก และได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 6 ชุมชนดีเด่นของโลกที่มีผลงานในการอนุรักษ์ฟื้นฟูมรดกวัฒนธรรมเชิงนามธรรม ด้วยนะครับ น่าภูมิใจแทนวัดขนอนมากๆ ใครที่มาเที่ยวราชบุรี ผมแนะนำว่าไม่ควรพลาดการมาเที่ยวชมที่วัดขนอนนะครับ และควรวางแผนดีๆ ให้มาตรงเวลาที่มีการแสดงด้วยจะคุ้มค่ามากๆ ครับ


*แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ 2016-02-07 14:54:27
ลุงเสื้อเขียว
Comment : 18
Post :1623
Start :2007-12-18 19:27:24
เขียนเมื่อ : 2016-02-07 14:58:10 "QUOTE"

กว่าจะออกจากวัดขนอนก็บ่ายกว่าแล้ว ผมมาหามื้อเที่ยงทานกันในตลาดเก่าโพธาราม ได้ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ และราดหน้าครับ

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size


click picture for full size


click picture for full size


และมาปิดท้ายด้วยเครื่องดื่มเย็นๆ ที่ร้าน “Do นม” ร้านเครื่องดื่มแนวเก๋แห่งโพธาราม มีที่นั่งพักผ่อนทั้งแบบ indoor และ outdoor ในสวนเขียว มีมุมถ่ายรูปเท่ห์ๆ หลายมุมเลยครับ

*แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ 2016-02-07 14:59:24
ลุงเสื้อเขียว
Comment : 19
Post :1623
Start :2007-12-18 19:27:24
เขียนเมื่อ : 2016-02-07 15:03:51 "QUOTE"

พักผ่อนกันจนหายเหนื่อยแล้ว ก็มุ่งหน้าสู่จุดหมายต่อไป นั่นคือวัดคงคาราม ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตลาดเก่ามากนักครับ

click picture for full size

click picture for full size

วัดคงคารามเป็นวัดมอญ สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาต่อกรุงธนบุรี สร้างโดยพระยามอญ วัดแห่งนี้เจริญรุ่งเรืองในช่วง ร.4 ได้รับการอุปถัมภ์โดยเจ้าจอมมารดากลิ่นและทูลเกล้าฯ ถวายให้เป็นพระอารามหลวง โบราณสถานที่สำคัญภายในวัดคงคารามคือพระอุโบสถหลังนี้ครับ จะมีเจดีย์ทรงรามัญ 7 องค์รายรอบ เป็นตัวแทนของพระยามอญทั้ง 7 ครับ

click picture for full size

ประตูอุโบสถด้านหน้าทำจากไม้สลัก ลวดลายอ่อนช้อย มีจิตกรรมฝาผนังเขียนอยู่เป็นซุ้มประตูดูเก่ามากๆ ครับ

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

click picture for full size

ภายในอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังอายุไม่ต่ำกว่า 250 ปี เป็นภาพพุทธประวัติตอนมารผจญ ภาพสวรรค์ชั้นต่างๆ ภาพอดีตของพระพุทธเจ้าที่ประทับบนบัลลังก์ ภาพพระพุทธประวัติและพระพุทธชาดก ภาพเขียนเหล่านี้เขียนขึ้นในสมัยรัตนโกสินตอนต้น จิตรกรรมฝาผนังแบบนี้หาชมได้ยากในปัจจุบัน เห็นว่าเหล่าบรรดาผู้ศึกษาในจิตรกรรมต้องมาศึกษา คัดลอกต้นฉบับกันที่นี่เป็นอันดับแรกๆ เลยครับ

หลายคนอาจมองว่าจังหวัดสมุทรสงครามและจังหวัดราชบุรี เป็นแค่ทางผ่าน ไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่จากการที่ผมได้มาสัมผัสทั้งสองจังหวัดนี้แล้ว บอกได้เลยว่า มีอะไรมากกว่าที่คิดจริงๆ ผมว่าเวลาเพียง 3 วัน 2 คืน มันยังทำให้ผมรู้จักสองจังหวัดนี้เพียงแค่ผิวเผิน หากมีเวลา ผมคงจะกลับมาค้นหาความเป็นสมุทรสงครามและราชบุรีให้มากกว่านี้อีกแน่นอน

*แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ 2016-02-07 15:06:40
Start new topicสะพายกล้องท่องเที่ยว      ヽ(*・ω・)ノ แนะนำ !> KTC World Travel Review : Slow Life ใกล้กรุง @ แม่กลอง, ราชบุรี
 ^ TOP
} }else{ return ""; } } ?>